ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

UB-85เรือดำน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เคยปะทะกับสัตว์ประหลาดปริศนาใต้ท้องทะเล

เรื่องลึกลับในอดีต! ‘UB-85’ เรือดำน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เคยปะทะกับสัตว์ประหลาดปริศนาใต้ท้องทะเล
ย้อนกลับไปในเดือนเมษายน 1918 ขณะที่เรือลาดตระเวนของอังกฤษกำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เรือลาดตระเวนลำนี้ ได้พบกับเรือดำน้ำ UB-85 ของเยอรมนีลอยอยู่บนผิวน้ำโดยบังเอิญ แต่แทนที่เรือทั้ง 2 ลำ จะกระหน่ำอาวุธเข้าหากันในแบบที่ควรจะเป็น เสียงปืนจากเรือทั้ง 2 ลำกลับเงียบสงบไม่มีการปะทะเกิดขึ้น 
ยิ่งไปกว่านั้นลูกเรือของเรือดำน้ำ UB-85 กลับยืนรอมอบตัวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยที่ไม่มีการขัดขืนใดๆ ทั้งสิ้น
การค้นพบเรือดำน้ำ UB-85 สร้างความประหลาดใจให้กับเรือลาดตระเวนอังกฤษเป็นอย่างมาก เพราะโดยปกติแล้วดำน้ำเรือลำนี้แทบจะไม่โผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำเลยในช่วงกลางวัน และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ลูกเรือทั้งหมดจะยอมมอบตัวง่ายๆ แบบนี้ เจ้าหน้าที่จึงได้นำกัปตัน Krech ผู้บังคับเรือดำน้ำ UB-85 และลูกเรือบางส่วนมาสอบสวน

กัปตัน Krech เล่าว่า คืนก่อนที่พวกเขาจะมอบตัว พวกเขาถูกโจมตีด้วยสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ ในขณะที่เรือดำน้ำ UB-85 กำลังชาร์จแบตเตอรี่อยู่เหนือผิวน้ำ เขาไม่สามารถระบุชนิดของสัตว์ที่เห็นได้ เนื่องจากไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดนี้มาก่อนในชีวิต “มันมีดวงตาขนาดใหญ่อยู่บนหัวของมัน และมีบางสิ่งที่คล้ายกับเขา อยู่บริเวณหัวของมันอีกด้วย เมื่อมันอ้าปาก แสงของดวงจันทร์จะสะท้อนฟันของมันจนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน” 
โดยสัตว์ประหลาดที่ระบุชนิดไม่ได้ พยายามโจมตีเรือของเขา ด้วยการใช้ส่วนหนึ่งลำตัวกดกระแทกเรือให้จมลงใต้น้ำ กัปตัน Krech จึงสั่งให้ลูกเรือยิงอาวุธปืนเข้าใส่ หลังใช้เวลาปะทะกันอยู่ซักพัก สัตว์ประหลาดลึกลับก็ดำน้ำหายตัวไปในที่สุด โชคดีที่ไม่มีลูกเรือคนใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปะทะ ทว่าเรือดำน้ำ UB-85 กลับได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงที่บริเวณชั้นดาดฟ้า และกราบขวาจนไม่สามารถนำเรือดำลงใต้น้ำได้ เป็นเหตุให้เรือลาดตระเวนอังกฤษมาพบในที่สุด



แน่นอนว่าการเล่าเรื่องพบเจอสัตว์ประหลาดให้คนอื่นฟังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไร้สาระ เชื่อถือได้ค่อนข้างยากหากปราศจากหลักฐานอ้างอิง ทำให้ลูกเรือของเรือดำน้ำ UB-85 ทั้งหมดถูกจับเป็นเชลย ทหารอังกฤษไม่ได้ทำการยึดครองเรือแต่อย่างใด เนื่องจากเรือได้รับความเสียหายจนใกล้จะจมแล้ว

ไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งที่ลูกเรือ UB-85 
เล่าถึงการพบสัตว์ประหลาดเป็นความจริงหรือไม่? หรือแท้จริงแล้วพวกเขา
แค่กุเรื่องขึ้นมา
เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ความลับของ
เรือดำน้ำ UB-85 ยังคงเป็นปริศนา ไม่มีใครพบเรือดำน้ำลำนี้อีกเลย นับตั้งแต่จมลงใต้ก้นมหาสมุทรเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว 
จนกระทั่งในเดือนตุลาคม 2016 บริษัท Scottish Power ผู้รับหน้าที่เดินสายเคเบิ้ลใต้ท้องทะเล 
ได้เผยแพร่ภาพที่เชื่อว่าเป็นภาพของเรือดำน้ำ UB-85 มันถูกพบเจอด้วยเครื่องโซนาร์สแกนโดยบังเอิญ 
ไม่มีข้อมูลยืนยันว่านี่คือ UB-85 หรือไม่ 
เนื่องจากเยอรมนีพัฒนาเรือดำน้ำที่มีลักษณะคล้ายกับ UB-85 ขึ้นอีกหลายลำ และบางส่วนก็จมอยู่ใต้มหาสมุทรจริงๆ อีกด้วย
เรือดำน้ำ UB-85
หากพิจารณาหลักฐานที่พบ ประกอบกับคำให้การของ กัปตัน Krech ที่ระบุว่าเรือได้รับความเสียหายที่บริเวณดาดฟ้าและที่บริเวณกราบขวาของเรือ ก็พบความเสียหายนั้นจากภาพสแกนโซนาร์จริงๆ เสียด้วย หรือนี่อาจจะเป็นหลักฐานยืนยันการพบเห็นสัตว์ประหลาดลึกลับแห่งท้องทะเลว่ามันมีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่เรื่องที่ถูกแต่งขึ้นแต่อย่างใด?
เรียเรียง : Sp

เข้ามาดูวิดีโอของฉันใน Shopee Video คลิกเลย >>> https://th.shp.ee/e3btmkd?smtt=0.0.9




มันมีเงื่อนงำ โจมตีด้วยแก๊สที่เมืองแมททูน คดีพิศวงข้ามกาลเวลาตำรวจยัง งง

มันมีเงื่อนงำ!? โจมตีด้วยแก๊สที่เมืองแมททูน คดีพิศวงข้ามกาลเวลาตำรวจยัง งง! ใครคือผู้ก่อเหตุ
คดีปริศนา Mad Gasser of Mattoon เกิดขึ้นในปี 1944 ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองแมททูนประมาณ 15,000 คน รัฐอิลลินอยส์ ของสหรัฐอเมริกา เกิดความแตกตื่น
เนื่องจากพวกเขาคิดว่ากำลังจะถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษ ขณะเดียวกัน ตำรวจท้องถิ่นได้รับรายงานว่า พบบุคคลปริศนาที่แทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ชุมชนแล้วพ่นแก๊สพิษเข้าไปตามบ้านเรือน โดยชาวบ้านต่างเกิดอาการไอ คลื่นไส้อาเจียน และรู้สึกขาชาชั่วขณะ
ชาวเมืองที่ถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษ ได้อธิบายถึงรูปพรรณสัณฐานผู้ก่อเหตุไว้ว่า เป็นผู้ชายตัวสูง สวมใส่เสื้อผ้าสีดำ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านอีกกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนรายงานว่าบุคคลปริศนานั้นเป็นผู้หญิงที่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนผู้ชาย อีกทั้งยังมีการตรวจพบรอยเท้าผู้หญิงตรงจุดเกิดเหตุด้วย

Mad Gasser of Mattoon
ในเวลาต่อมา หน่วยสืบสวนกลางสหรัฐหรือ FBI ได้เข้ามาตรวจสอบ แต่ก็ไม่พบหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับแก๊สพิษที่ว่า เว้นเสียแต่รอยเท้าและพยานบุคคล จนมีเสียงร่ำลือว่านี่อาจเป็นแค่อุปาทานหมู่เท่านั้น บ้างก็ว่าเป็นฝีมือของสิ่งมีชีวิตที่เหนือธรรมชาติเลยกันทีเดียว
เรียบเรียง : SP

ยลความงามของแสงเหนือออโรร่าที่ แลปแลนด์

วิวระดับพันล้าน! ยลความงามของแสงเหนือออโรร่าที่ ‘แลปแลนด์’ ดินแดนเหนือสุดของฟินแลนด์แดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน
แลปแลนด์ (Lapland) ชื่อที่ฟังดูอาจไม่คุ้นหู แต่มันคือดินแดนแห่งความฝันที่ใครหลายคนน่าจะอยากไปสักครั้ง เพราะดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่า ‘ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน’


    แลปแลนด์ คือดินแดนทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ สวีเดน และนอร์เวย์ พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่เหนือเส้น Artic Circle ขึ้นไป มีภูมิอากาศแบบป่าสนที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง จนทำให้มีอากาศหนาวเย็น แม้จะผ่านฤดูหนาวไปแล้วก็ยังมีหิมะปกคลุมอยูดี
นอกเหนือจากการเที่ยวชมหมู่บ้านชนพื้นเมือง และนั่งรถเลื่อนที่ลากด้วยกวางเรนเดียร์ ล่องเรือตัดน้ำแข็ง เพื่อซึมซับบรรยากาศแบบเมืองหนาว 
ยังมีกิจกรรมยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต้องไม่พลาด นั่นคือการมาเฝ้าชมแสงเหนือ (ออโรร่า) ที่แสนงดงาม จนคนที่มาแล้วอยากบอกต่อๆ กันว่าสวยงามสมคำร่ำลือ และอยากให้ทุกคนได้มาเห็นกับตาสักครั้งในชีวิต

เรียบเรียง : SPOK

กฎหมายเกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ในเมืองในประเทศไทย

กฎหมายเกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ในเมืองในประเทศไทย

 ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ออกมาเป็นการเฉพาะสำหรับการจัดการหรืออนุรักษ์ต้นไม้ในเมืองโดยตรง 

มีเพียงบางมาตราในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กล่าวถึงความรับผิดทางละเมิด เช่น มาตรา 434 ว่าด้วยความเสียหายเกี่ยวกับการบกพร่องในการปลูกหรือค้ำจุนต้นไม้หรือกอไผ่ และบทบัญญัติในบรรพ 4 หมวด 2 ว่าด้วยแดนแห่งกรรมสิทธิ์และการใช้กรรมสิทธิ์ เป็นต้น กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับผิดจากต้นไม้โดยอนุโลมอาจสรุปเฉพาะที่เกี่ยวกับต้นไม้ดังนี้

กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและการละเมิด

มาตรา 1344 รั้วต้นไม้ซึ่งหมายเขตที่ดิน ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของที่ดินทั้งสองข้างเป็นเจ้าของร่วมกัน

มาตรา 1345 เจ้าของรั้วต้นไม้ร่วมมีสิทธิ์ตัดรั้วต้นไม้ได้ถึงแนวเขตที่ดินของตน

มาตรา 1346 ดอกผลของต้นไม้ตรงแนวเขตที่เป็นเจ้าของร่วมกันตกเป็นของเจ้าของคนละส่วนเท่ากัน และหากตัดโค่นลงก็เป็นเจ้าของไม้คนละส่วน

มาตรา 1347 เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์ตัดรากหรือกิ่งที่ยื่นเข้ามาและเอาไว้เสียได้ หากได้บอกผู้ครอบครองต้นไม้ให้ตัดนานพอควรแล้ว

มาตรา 1348 ดอกผลของต้นไม้ที่หล่นตามปกติลงในที่ดินแปลงใดถือเป็นดอกผลของที่ดินแปลงนั้น

จะเห็นได้ว่ากฎหมายข้างต้นเป็นเรื่องของสิทธิและการละเมิดทั่วไปที่มีต้นไม้เข้าไปเกี่ยวข้อง อาจมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับการป่าไม้ และกฎหมายใหม่ ๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศมีกล่าวเกี่ยวกับต้นไม้ไว้บ้าง แต่ยังไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายที่ตราออกมาโดยเฉพาะเพื่อการอนุรักษ์ตัวต้นไม้ไว้หรือเพื่อบังคับให้ปลูกต้นไม้ขึ้นโดยตรง

ความรับผิดทางกฎหมายจากการละเลยปล่อยให้ต้นไม้ก่ออันตรายการดูแลต้นไม้ถนนที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับต้นไม้มีแนวโน้มจะทวีมากขึ้นในอนาคต ตามจำนวนต้นไม้ที่ได้เร่งระดมปลูกในเมืองต่าง ๆ ในขณะนี้คือ ความรับผิดในอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินอันเนื่องมาจากต้นไม้ ดังปรากฏในตามข่าวหนังสือพิมพ์บ่อยครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าของต้นไม้ผุอันตรายที่ปล่อยปละละเลยไว้ไม่ดูแลปล่อยให้เกิดอันตรายล้มทับคนบาดเจ็บหรือตาย หรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย 

ซึ่งไม่ได้เกิดจากเหตุสุดวิสัย เจ้าของต้นไม้จึงมักจะแพ้คดี ต้องชดใช้ค่าเสียหายและเสียเวลากับคดีความ หากเจ้าของเอาใจใส่ดูแลต้นไม้อย่างถูกต้อง เมื่อเกิดล้มทับคนหรือทรัพย์สินเสียหายอันเนื่องมาจากลมพายุที่รุนแรงผิดปกติก็ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายเนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัย 

จึงน่าวิตกว่าต้นไม้ที่กรุงเทพมหานคร เทศบาล และอบต. ต่าง ๆ ที่ปลูกไปแล้วนับล้านต้นด้วยต้นไม้ที่ไม่ได้มาตรฐาน และด้วยการดูแลรักษาและตัดแต่งผิดวิธี ซึ่งย่อมสร้างปัญหาให้เจ้าของเมื่อโตเต็มที่ ในต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการสู้คดีและชดใช้ค่าเสียหายจากต้นไม้อันตรายมีสูงมากกว่าการจัดหาต้นไม้ดี ๆ มาปลูกและค่าจัดตั้งและดำเนินงานหน่วยงานป่าไม้ในเมืองหลายเท่า

ปัจจุบัน ต้นไม้มีความสำคัญต่อเมืองมากขึ้นเป็นลำดับ มีการรณรงค์การสร้าง "ป่าไม้ในเมือง" (urban forestry) เพื่อลดปัญหามลพิษ ดังนั้น ต่างประเทศจึงออกกฎหมายส่งเสริมให้มีการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้อย่างจริงจัง เพราะกฎหมายที่ดีและทันสมัยจะทำให้การพัฒนาบ้านเมืองรุดหน้าอย่างสอดคล้องและกลมกลืนกับธรรมชาติ

ถึงกับอึ้งนักโบราณคดีจีนขุดพบวัตถุโบราณที่เหมือนกับ กระปู๋ อายุกว่า 2,000 ปี

ถึงกับอึ้ง!! นักโบราณคดีจีนขุดพบวัตถุโบราณที่เหมือนกับ ‘กระปู๋’ อายุกว่า 2,000 ปี แล้วจะใช้ทำอะไร? 
มาดูข้อสันนิษฐานกัน
การค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในหลายๆ ครั้งก็ทำให้เราทราบถึงเรื่องราวความเป็นมาในพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับการขุดค้นของสุสานในประเทศจีน ที่เมือง Jiangsu ซึ่งมีอายุมากกว่า 2,000 ปี
ก็พบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์บางอย่างที่น่าทึ่ง แต่เต็มไปด้วยคำถามมากมายที่แม้แต่นักโบราณคดียังหาคำตอบให้ไม่ได้

👉Rylie เจลล้างน้องสาวไรลี่ย์ สูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายระคายเคือง  

 สุสานที่นักโบราณคดีขุดค้นในครั้งนี้ เป็นสุสานของขุนนางชั้นสูง ที่อยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่น โดยข้อมูลระบุว่าน่าจะมีอายุถึง 2,000 ปี ภายในพบวัตถุโบราณล้ำค่ามากมาย เช่น ภาชนะต่างๆ เครื่องปั่นดินเผา ถ้วยโถ แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือพบว่ามีเซ็กส์ทอยอย่างดิลโด้ที่ทำจากทองแดง และวัตถุทรงกระบอก
คล้ายอวัยวะเพศชายที่ทำมาจากหยก

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าวัตถุทรงกระบอกที่ทำมาจากหยกนี้ น่าจะมีไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมตาม
ความเชื่อบางอย่างมากกว่าใช้สนองอารมณ์ทางเพศ เนื่องจากว่าหยกเป็นสิ่งของที่มีค่าที่อยู่คู่กับจีนมาอย่างยาวนาน ดังนั้นจึงน่าจะใช้ประกอบพิธีกรรมมากกว่าที่จะนำมาใช้เป็นเซ็กส์ทอย หรืออาจจะนำนำมาใช้สำหรับอุดรูทวารของศพเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายไหลออกมาจากศพก็เป็นได้
สำหรับวัตถุที่มีรูปร่างคล้ายดิลโด้ที่ทำมาจากทองแดงที่มีห่วงอยู่ตรงโคนนั้น 
นักโบราณคดีพบมันตกอยู่ใกล้ๆ กับโลงศพของขุนนางชั้นสูง ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีไว้เพื่ออะไร เพราะรูปร่างของมันนั้นแปลกเกินว่าจะนำมาใช้เพื่อสนองอารมณ์ทางเพศได้ และยิ่งไปกว่านั้นยังไม่สามารถระบุได้ด้วยว่าหากใช้เพื่อตอบสนองอารมณ์ทางเพศจริงๆ ใครกันที่เป็นผู้ใช้อุปกรณ์นี้ คงต้องตามดูกันต่อไปว่านักโบราณคดีของจีนจะหาคำตอบให้กับการค้นพบในครั้งนี้อย่างไร

พบ ข้อความในขวดแก้วเก่าที่สุดในโลก โยนลงทะเล 132 ปีที่แล้ว

พบ “ข้อความในขวดแก้ว” เก่าที่สุดในโลก โยนลงทะเล 132 ปีที่แล้ว

ขวดแก้วนี้ถูกทิ้งลงจากเรือเยอรมันที่ชื่อ "พอลล่า" เมื่อปี 1886
ผู้เชี่ยวชาญระบุ ข้อความในขวดแก้วที่พบโดยสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย คิม และ ทอนยา อิลแมน ที่ชายหาดอันห่างไกลในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถูกทิ้งลงจากเรือเยอรมันที่ชื่อ "พอลล่า" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจมหาสมุทรและเส้นทางการขนส่งทางทะเลโดยศูนย์สังเกตการณ์ทางทะเลเยอรมนี (the German Naval Observatory) ในตอนนั้นก่อนหน้านี้ กินเนสเวิลด์เรคคอร์ดเคยบันทึกสถิติของข้อความในขวดแก้วที่เก่าแก่ที่สุดว่ามีอายุอยู่ที่ 108 ปี 

โดยนับจากตอนที่ถูกปล่อยลงทะเลและตอนที่มันถูกพบ ครอบครัวอิลแมนพบขวดแก้วดังกล่าวหลังจากขับรถไปบนหาดทรายบริเวณชายฝั่งในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียและรถเกิดไปจมติดหล่มทรายเข้า พวกเขาและเพื่อน ๆ จึงตัดสินใจไปเดินเล่นและทอนยาก็ไปพบขวดใบนั้นเข้าที่เนินทราย จึงตัดสินใจหยิบกลับไปเป็นเครื่องประดับที่บ้าน
คิมบอกกับบีบีซีว่า พวกเขาเห็นว่ามีกระดาษข้อความอยู่ในขวด แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนกระทั่งนำกลับบ้านและเอากระดาษไปใส่เตาอบให้แห้ง

"พอเราคลี่กระดาษออกก็เห็นข้อความที่ใช้หมึกเขียนด้วยลายมือ ขอให้ใครที่พบเจอข้อความนี้ช่วยติดต่อสถานกงสุลเยอรมนี" คิม กล่าว และเล่าต่อว่ามีการระบุวันที่ 12 มิถุนายน 1886 พร้อมกับชื่อเรือ "พอลล่า" ไว้ด้วย

ขณะนี้ ครอบครัวอิลแมนได้ให้ทางพิพิธภัณฑ์เวสเทิร์นออสเตรเลียยืมขวดดังกล่าว ซึ่งจะถูกนำไปจัดแสดงตั้งแต่วันพุธนี้ (7 มี.ค.) เป็นต้นไป
ดร. รอสส์ แอนเดอร์สัน ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ด้านโบราณคดีทางทะเลของพิพิธภัณฑ์เวสเทิร์นออสเตรเลีย ยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของจริง หลังจากปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนีและเนเธอแลนด์
"น่าเหลือเชื่อมาก เราสืบค้นเอกสารในเยอรมนีและพบว่ามีการจดบันทึกวันที่ 12 มิถุนายน 1886 ในสมุดบันทึกทางอุตุนิยมวิทยาโดยกัปตันของเรือพอลล่าจริง บอกเล่าว่ามีการโยนขวดลงน้ำ และวันที่และพิกัดก็ตรงกับที่เจอบนข้อความในขวด" ดร. รอสส์ กล่าว และบอกต่อว่า ลายมือในสมุดบันทึกและกระดาษในขวดก็ตรงกันด้วย
ดร. รอสส์ บอกว่า ขวดดังกล่าวถูกโยนลงไปบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดีย และน่าจะไปเกยฝั่งทางด้านตะวันตกของออสเตรเลียภายใน 12 เดือนหลังจากนั้น ก่อนจะถูกกลบฝังลงในผืนทราย

ดร. รอสส์ ระบุว่า ลายมือในสมุดบันทึกและกระดาษในขวดก็ตรงกันด้วย
สภาพขวดถูกพบโดยไม่มีจุกขวดหรือฝาแต่อย่างใด ดร. รอสส์ ระบุว่า ขวดเองก็ดูเหมือนจะจมอยู่ในทรายจนเกือบมิด และมีทรายชื้น ๆ อยู่ข้างในด้วย
ในช่วงที่มีพายุและฝนตกหนัก เนินทรายในบริเวณนั้นจะเคลื่อนที่ไปมา นั่นหมายความว่า ขวดอาจจะอยู่บริเวณที่โล่งเป็นระยะ ๆ ซึ่งอาจทำให้จุกขวดแห้งและหลุดออก ในขณะที่ "กระดาษข้อความที่ม้วนอยู่และทรายจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในนั้น"

👉อาเบียน่า ครีมกันแดด สำหรับผิวกาย SPF50 PA+++ 

 ทอนยา บอกว่า นี่ถือเป็นเหตุการณ์สุดยอดในชีวิตของเธอ "ลองคิดดูสิว่าขวดนี้ไม่มีใครแตะต้องมาเกือบ 132 ปี และยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบ แม้ว่าจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน มันน่าเหลือเชื่อจริง...

วงเวียนมายากล! 7 วงเวียนในแยกเดียว รวดเร็ว ปลอดภัย ไม่สับสน

วงเวียนมายากล! 7 วงเวียนในแยกเดียว รวดเร็ว ปลอดภัย ไม่สับสน
7 วงเวียนอยู่ในบริเวณทางแยกเดียวกัน? เป็นไปไม่ได้…จะขับรถกันยังไง? หลายคนอาจคิดแบบนี้ แต่มันมีจริงๆที่เมืองสวินดอน ประเทศอังกฤษ และมันถูกใช้งานมานานกว่า 40 ปีแล้ว มันถูกเรียกขานว่า วงเวียนมายากล (Magic Roundabout)
วงเวียนแห่งนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1972 ประกอบด้วยวงเวียนรอบนอก วงเวียนรอบใน และระหว่างวงเวียนรอบนอกกับรอบในมีวงเวียนขนาดเล็กกระจายอยู่โดยรอบอีก 5 วงเวียน

วงเวียนขนาดใหญ่แห่งนี้เมื่อเห็นครั้งแรกอาจจะดูเหมือนสับสนวุ่นวาย แต่เบื้องหลังมันมีการวางแผนอย่างชาญฉลาด วงเวียนรอบนอกมีการจราจรตามเข็มนาฬิกาเหมือนวงเวียนทั่วไป

🧴Rylie เจลล้างน้องสาวไรลี่ย์ สูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายระคายเคือง 

(ที่ขับรถด้านซ้ายของถนน) ผู้ที่ยังไม่ชำนาญอาจเลือกใช้เฉพาะวงเวียนรอบนอกก็ได้ ส่วนวงเวียนรอบในมีการจราจรทวนเข็มนาฬิกาซึ่งผู้ที่ชำนาญสามารถเลือกใช้ในการตัดข้ามไปยังเส้นทางต่างๆได้ ผ่านทางวงเวียนเล็กที่มีการจราจรตามเข็มนาฬิกา
ด้วยระบบที่ออกแบบอย่างชาญฉลาดทำให้ที่วงเวียนมายากลมีการจราจรที่ลื่นไหลรวดเร็วและมีความปลอดภัยสูง นักวิชาการบอกว่ามันช่วยลดอุบัติเหตุใหญ่หรือรถชนกันที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บลงได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์

🧴มูสกำจัดขนไทนี่มี x เจลล้างน้องสาวไรลีย์ โปร 2 ชิ้น ลดพิเศษแถมส่งฟรี  

ชมวิดีโอแสดงการใช้งานของวงเวียนมายากลได้
ที่ด้านล่าง
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมามีบรรดารถยนต์รุ่นเก่าตั้งแต่ยุค 60-70 จำนวนมากพากันมาขับเป็นขบวนพาเรดไปรอบๆวงเวียนมายากลเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 175 ปีของเมืองสวินดอน
ข้อมูลและภาพจาก  wired, howstuffworks

ไขปริศนาขุมทองรอมเมล


ไขปริศนา! ‘ขุมทองรอมเมล’ สมบัตินาซีที่เหล่านักล่าสมบัติต่างถกเถียงกันว่า มันมีจริงหรือไม่?

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมันได้เคลื่อนพลไปบุกแอฟริกาโดยการนำของนายพลเออร์วิน รอมเมล เพื่อเข้าไปช่วยเหลือกองทัพอิตาลีที่เป็นพันธมิตรกันโดยทางฝ่ายผู้นำของอิตาลี “เบนิโต มุสโสลินี” ได้ร้องขอความช่วยเหลือ การเข้าไปของนายพลรอมเมลนั้นได้ช่วยพลิกสถานการณ์ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องล่าถอยออกไป

แต่ทว่าด้วยความที่ขาดแคลนยุทโธปกรณ์และการเข้ามาของกองทัพอเมริกาในช่วงการบุกตูนิเซียนั้นทำให้กองทัพเยอรมันต้องประสบกับความพ่ายแพ้จนต้องล่าถอยออกจากสมรภูมิไปในที่สุด ซึ่งเรื่องราวการล่าถอยของกองทัพได้มีข่าวลือออกมาเกี่ยวกับสมบัติที่กองทัพเยอรมันได้ยึดมาตอนเข้าครอบครองตูนิเซีย ซึ่งเป็นทองคำจำนวนกว่า 200 กิโลกรัม โดยมันถูกเรียกเล่นๆ ว่า “ขุมทองของรอมเมล”

โดยหลังจากที่กองทัพเยอรมันได้ทำการจับกุมชาวยิวที่อาศัยอยู่ในตูนิเซีย และได้ทำการกวาดต้อนสมบัติเป็นทองน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัมมาได้ พวกเขาแบ่งบรรจุมันนลงกล่องจำนวน 6 กล่องและนำติดตัวไปด้วยกับสัมภาระของนายพลรอมเมล เมื่อถูกกองทัพสัมพันธมิตรตีจนแตกก็ได้มีการขนเพื่อกลับไปยังเยอรมันด้วย แต่ทว่ากล่องทองทั้ง 6 กล่องนั้นกลับไปไม่ถึงเยอรมันเพราะว่ามีคนที่ต้องการจะฮุบเอาไว้

นักล่าสมบัตินาซีนั้นตั้งสมมติฐานเอาไว้เกี่ยวกับ “ขุมทองของรอมเมล” โดยมีการคาดการณ์กันว่ามันถูกฝังเอาไว้อยู่ 2 ที่ ได้แก่ บริเวณฐานที่ตั้งเก่าของกองทัพเยอรมันที่เป็นทะเลทรายในตูนิเซีย โดยมันถูกเก็บไว้ในกล่องใหญ่อีกชั้นและฝังลงไปในพื้นดินลึกประมาณ 4 เมตร ซึ่งก็มีผู้ที่พยายามจะขุดมันขึ้นมาแต่ทว่าไม่มีใครที่ขุดเจอเลยสักคน
สมมติฐานที่ 2 ก็คือมันถูกจมไปพร้อมกับเรือขนสัมภาระลำหนึ่งตอนที่ยกพลกลับบริเวณนอกชายฝั่งคอร์ซิกา ซึ่งก็เป็นความตั้งใจของเหล่านายทหารที่รู้เรื่องโดยหวังไว้ว่าจะกลับมางมมันขึ้นไปหลังสงครามจบ ซึ่งเรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยโดยชายผู้หนึ่งที่ออกมาหาผู้ร่วมทุน ซึ่งเขายืนยันว่าหนึ่งในนายทหารที่อยู่บนเรือและมีชีวิตรอดจากสงครามได้ขายพิกัดที่ระบุไว้ในแผนที่ให้กับเขาเป็นเงินมากโข แต่การประกาศหาผู้ร่วมทุนในครั้งนี้นั้นไม่มีใครให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย เพราะถูกตั้งข้อสงสัยในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่ลงบันทึกทรัพย์สินที่ยึดมาจากเชลยศึกแต่มีการขนกลับไป หรือความไม่สมเหตุสมผลของการยึดสมบัติโดยการเก็บไว้กับสัมภาระของนายพลรอมเมล

ปัจจุบัน “ขุมทองรอมเมล” ก็ยังเป็นหนึ่งในสมบัตินาซีที่ยังเป็นเรื่องลึกลับและไม่มีใครหามันพบ จนมีผู้คิดว่ามันน่าจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือให้ฟังดูตื่นเต้นเป็นนิทานก่อนนอนเพียงเท่านั้น

เปิดเคสพิลึก ชายติดเชื้อราในปอด จนต้องเข้า รพ. เหตุเสพติดการดมถุงเท้าใส่แล้ว

เปิดเคสพิลึก ชายติดเชื้อราในปอด จนต้องเข้า รพ. เหตุเสพติดการดมถุงเท้าใส่แล้ว

🧴AKAYA False Daisy Hair Tonic เอกายา ฟอล์ซ เดซี่ แฮร์โทนิคสารสกัดจากดอกกะเม็ง       

เปิดเคสพิลึก ชายติดเชื้อราในปอด จนเจ็บหน้าอก-หายใจลำบาก พบที่แท้เกิดจากนิสัยประหลาด ชอบดมถุงเท้าที่ใส่แล้วทุกวัน กลิ่นมันหอมชื่นใจ...ตรงไหน ?
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ไม่ว่าใครก็คงจะมีนิสัยแปลก ๆ บางอย่างที่ยากจะเข้าใจ แต่ตราบใดก็ตามที่มันไม่รบกวนใคร หรือเป็นเรื่องที่ไม่อันตราย มันก็ยังคงเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราคงจะทำกันต่อไป แต่สำหรับชายจีนคนหนึ่ง ที่มีนิสัยชอบสูดดมกลิ่นถุงเท้าเป็นชีวิตจิตใจ ชนิดที่ต้องถอดถุงเท้าที่ใส่มาทั้งวันขึ้นมาสูดดมในทุก ๆ เย็น บางทีมันอาจถึงเวลาที่เขาต้องเลิกนิสัยนี้เสียแล้ว
หลังจากที่นิสัยสุดแปลกนี้ได้กลายมาเป็นอันตรายอย่างไม่คาดคิด
            
ในขณะที่หลายคนคงสงสัย ว่าแค่ดมกลิ่นถุงเท้าจะเป็นอันตรายได้อย่างใด แต่รายงานจากเว็บไซต์ businessinsider.com  ที่นำเรื่องของ นายเผิง วัย 37 ปี มารายงานในวันที่ 19 ธันวาคม 2561 
เผยให้เห็นว่า นิสัยแปลก ๆ นี้สร้างความสะพรึงยิ่งกว่าที่คิด

โดยหลังจากที่นายเผิงมักจะถอดถุงเท้าที่ใส่ไปทำงาน ขึ้นมาสูดดูมอยู่ทุกวัน วันหนึ่งเขาก็เกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง แน่นหน้าอกขณะหายใจ และมีอาการไอ อาการของเขาหนักมากจนต้องเข้าไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ซึ่งทีแรกแพทย์ก็คิดว่าเขาน่าจะเป็นโรคปอดบวม แต่หลังจากที่รักษาไปแล้วอาการของนายเผิงก็ยังไม่ดีขึ้น จึงต้องมีการตรวจเช็กร่างกายอื่น ๆ เพิ่มเติม กระทั่งความจริงที่น่าตกใจปรากฏ
       
แพทย์พบว่านายเผิงมีอาการปอดติดเชื้อ โดยมีเชื้อรารุนแรงอยู่ภายในปอดของเขา ซึ่งเมื่อทำการซักประวัติมากขึ้น ในที่สุดนายเผิงก็ยอมรับว่า เขาเสพติดการดมถุงเท้าที่สวมแล้วทุกวัน และสาเหตุที่มีเชื้อราในปอดของเขา ก็น่าจะเกิดจากการสูดดมเอาสปอร์เชื้อรา ที่ฝังอยู่ในเส้นใยของถุงเท้าสกปรกเข้าไปนั่นเอง

แม้ว่ามันยากที่จะฟันธงว่าการดมถุงเท้าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อครั้งนี้ แต่แพทย์ก็มองว่าเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว สำหรับเคสของนายเผิง นอกจากนี้ยังพบว่านายเผิงมักจะพักผ่อนไม่เพียงพอในยามกลางคืน เนื่องจากต้องเลี้ยงดูลูก ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
       
ทั้งนี้ หลังจากพบสาเหตุของโรค นายเฉิงก็ต้องเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกสักระยะ ซึ่งนับว่าโชคที่ดีการรักษาของเขาประสบผลสำเร็จ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะเลิกนิสัยแปลก ๆ นี้ได้เสียที

แม่น้ำใหญ่ที่แคนาดาทั้งสายจู่ๆก็อันตรธานหายไปในเวลาแค่ 4 วัน

แม่น้ำใหญ่ที่แคนาดาทั้งสายจู่ๆก็อันตรธานหายไปในเวลาแค่ 4 วัน
นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีแม่น้ำใหญ่ทั้งสายอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็วปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “River Piracy” เมื่อน้ำที่ไหลสู่แม่น้ำสายหนึ่งถูกพาไปสู่แม่น้ำอีกสายหนึ่ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าปรากฏการณ์นี้ใช้เวลาหลายพันปีในกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่แม่น้ำ Slims ที่แคนาดาได้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นในเวลาแค่ 4 วันเท่านั้น
ในฤดูร้อนปีที่แล้วทีมนักธรณีวิทยาได้เดินทางไปศึกษาแม่น้ำ Slims ที่ Yukon ดินแดนด้านตะวันตกสุดของแคนาดา เมื่อพวกเขาไปถึงกลับพบว่าแม่น้ำใหญ่สายนี้ได้หายไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์คิดว่าน่าจะเป็นเพราะการหดตัวถอยร่นของธารน้ำแข็งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำอย่างเหลือเชื่อ นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกที่ไม่อาจคาดเดาได้

ในรอบศตวรรษที่ผ่านมาธารน้ำแข็งใหญ่ Kaskawulsh ทางตอนเหนือของแคนาดาได้ถอยร่นอย่างสม่ำเสมอ แต่จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวอชิงตันทาโคมาชี้ว่าการถอยร่นคราวนี้ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ River Piracy ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน นักวิจัยบอกว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาแบบเฉียบพลันและน่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรด้วย

เดิมทีน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็งจะไหลตรงไปที่แม่น้ำ Slims แล้วไหลต่อไปลงทะเล Bering แต่จากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของอากาศทำให้ธารน้ำแข็งถอยร่นไปถึงจุดที่ทำให้น้ำที่ละลายออกมาเปลี่ยนทางไหลไปยังแม่น้ำ Kaskaulsh และไปออกทะเลที่อ่าวอลาสก้า

“นักธรณีวิทยาเคยเห็นปรากฏการณ์ River Piracy แต่ไม่ใช่ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของพวกเรา” Dan Shugar นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันทาโคมากล่าว “พวกเขาดูจากบันทึกทางธรณีวิทยาเมื่อหลายพันปีหรือเป็นล้านปีมาแล้ว ไม่ใช่ศตวรรษที่ 21 ที่กำลังเกิดอยู่ที่ใต้จมูกของเรา”
เมื่อ Shugar และทีมงานมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ Slims เพื่อการสำรวจ พวกเขาได้พบว่าไม่มีน้ำไหลแล้ว “มันแทบจะไม่มีอะไรไหลอยู่เลย” Shugar กล่าว “มันเป็นเหมือนบึงยาวๆที่แห้งขอด”
มาตรวัดระดับน้ำที่ติดตั้งอยู่ตลอดแม่น้ำชี้ว่าระดับน้ำลดลงฉับพลันในช่วงเวลา 4 วัน จากวันที่ 26 – 29 พฤษภาคม 2016
ทีมวิจัยได้ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยารอบบริเวณนี้ ใช้โดรนและเฮลิคอปเตอร์ถ่ายภาพทางอากาศ และสร้างแบบจำลองเพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงล่าสุดของธารน้ำแข็ง Kaskawulsh
“ในช่วง 300 ปีหลังสุดแม่น้ำ Slims ไหลออกสู่ทะเล Bering และแม่น้ำ Kaskaulsh ที่เล็กกว่าไหลออกสู่อ่าวอลาสก้า สิ่งที่เราพบคือทะเลสาบธารน้ำแข็งที่จ่ายน้ำให้กับแม่น้ำ Slims ได้เปลี่ยนทางออกไปด้านอื่น” Shugar อธิบาย “หน้าผาน้ำแข็งถล่มลงมากลายเป็นโกรกธารลึกชันสูง 30 เมตรที่บริเวณขอบนอกของธารน้ำแข็ง น้ำที่ละลายออกมาไหลผ่านโกรกธารนี้จากทะเลสาบธารน้ำแข็งหนึ่งไปอีกทะเลสาบหนึ่ง คล้ายกับการเทแชมเปญลงในแก้วที่วางซ้อนกันเป็นรูปพีระมิด”
ทีมวิจัยชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะเฉพาะของธารน้ำแข็ง Kaskawulsh เท่านั้น ธารน้ำแข็งอื่นที่กำลังละลายอยู่ไม่จำเป็นจะต้องเกิดปรากฏการณ์นี้ และยังเชื่ออีกว่าเป็นไปได้น้อยที่แม่น้ำ Slims จะกลับมามีระดับน้ำเท่าเดิมอีก
ข้อมูลและภาพจาก  gizmodo, inhabitat

Herculaneum เถ้าลาวา หลาก ทำลายถล่มเมือง

Herculaneum เถ้าหลากถล่มเมือง

หากจะพูดถึงเถ้าหลากถล่มเมือง หนึ่งในเมืองที่จะลืมไปไม่ได้คือ เฮอร์คิวเลเนียม เมืองพี่เมืองน้องของปอมเปอี แต่เดิมเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณแอร์โกลาโน ในประเทศอิตาลี และได้ถูกยกให้เป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1997

ย้อนไปกว่าพันกว่าปีก่อน เมืองเฮอร์คิวเลเนียมเคยเป็นเมืองตากอากาศที่รุ่งเรืองของชนชาวโรมัน แม้จะเป็นเมืองขนาดเล็กกว่าเมืองปอมเปอี แต่ผู้อยู่อาศัยกลับมีฐานะที่ดีกว่า พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราและมีความสุข จนกระทั่งในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 หายนะที่คร่าชีวิตผู้คนก็ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อภูเขาไฟวิสุเวียสปะทุหลังจากการสะสมพลังงานมานานกว่าพันปี
แรงระเบิดในครั้งนั้นทำให้ลาวากว่า 1.5 ล้านตันไหลทะลักออกจากปากปล่อง สายลมได้พัดพาเถ้าภูเขาไฟ ฝุ่นควันและก๊าซพิษเป็นจำนวนมากกระจายไปทั่วบริเวณ รวมถึงมีการเกิดแผ่นดินไหวและกลุ่มฝนหินร้อน ซึ่งเกิดจากภูเขาไฟพ่นลาวาขึ้นไปบนอากาศ จนภายนอกแข็งตัวกลายเป็นหินร้อนตกลงมา
เมื่อเข้าวันที่สอง แผ่นดินไหวได้สั่นสะเทือนไปทุกหย่อมหญ้า เกิดเป็นคลื่นป่วนถล่มหาดในเมืองปอมเปอีซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล หลังจากนั้นภูเขาไฟก็ยังปะทุอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งวันที่สาม วันแห่งหายนะของผู้คนที่รั้งอยู่กับเมือง เมื่อสายฝนได้ร่วงหล่นลงมาละลายเถ้าภูเขาไฟที่ควรพุ่งลอยขึ้นไปบนฟ้า เกิดเป็นเถ้าหลากเข้าถล่มเมืองเฮอร์คิวเลเนียม, ปอมเปอี, สตาเบีย(Stabiae) และโอโพลอนทิส (Oplontis) ไปจนหมดสิ้น

กาลเวลาที่ยาวนาน ทำให้เมืองตากอากาศที่เคยเป็นที่นิยมของชนชั้นสูงชาวโรมันถูกลืมเลือนไป จนกระทั่งมีการค้นพบซากเมืองเฮอร์คิวเลเนียม เมื่อปี ค.ศ. 1981 ในชั้นหินภูเขาไฟ ลึกลงไปกว่า 20 เมตร การขุดค้นทำให้พบกับโครงกระดูกกว่า 150 โครง รวมถึงหอสมุดปาปิรุสที่เก็บความลับและเรื่องราวสมัยโรมันโบราณอีกมากมาย


โดยม้วนกระดาษนั้นยังไม่สามารถเปิดอ่านได้ เนื่องจากมันถูกเคลือบด้วยเถ้าหลากจนมีลักษณะคล้ายก้อนถ่านกลม เมื่อนักโบราณคดีเปิดออก มันจึงหลุดเป็นแผ่น ทำให้พวกเขาต้องคิดหาวิธีใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีการส่องผ่านของแสง เพื่อหาร่องรอยของน้ำหมึกที่น่าจะยังคงอยู่ ซึ่งพวกเขาคาดหวังว่า ในอนาคตพวกเขาจะสามารถใช้เทคโนโลยีต่างๆเพื่อแกะร่องรอยความรู้จากกระดาษปาปิรุสได้

อย่างไรก็ตาม เมืองแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของอิตาลี ซึ่งดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเยี่ยมชมบรรยากาศของช่วงเวลาแห่งอดีตที่ยังคงรุ่งเรืองอยู่เสมอ

ภูเขาไฟนรก เซนต์เฮเลนส์

ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์

ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ (Mount St. Helens) เป็นภูเขาไฟมีพลังประเภทกรวยสลับชั้น ตั้งอยู่ในสกามาเนียเคาน์ตี รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาในฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแปซิฟิก ห่างจากเมืองซีแอตเทิลไปทางใต้ 154 กิโลเมตร และห่างจากเมืองพอร์ตแลนด์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 80 กิโลเมตร


ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ได้ชื่อจากนักการทูตชาวอังกฤษ ลอร์ดเซนต์เฮเลนส์ คู่หูของนักสำรวจ จอร์จ แวนคูเวอร์ ที่สำรวจพื้นที่ในบริเวณนั้นตั้งแต่ปลายคริสต์วรรษที่ 18 ภูเขาไฟลูกนี้ตั้งอยู่ในเทือกเขาคาสเคด 

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวภูเขาไฟคาสเคด ส่วนหนึ่งของวงแหวนแห่งไฟ ซึ่งมีภูเขาไฟมีพลังตั้งอยู่กว่า 160 ลูก ภูเขาไฟลูกนี้เป็นที่รู้จักกันดีจากการระเบิดและการพ่นเถ้าถ่านออกมา

ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์โด่งดังมากที่สุดจากการระเบิดครั้งรุนแรง ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 เมื่อเวลา 8:32 ตามเวลาในท้องถิ่นซึ่งเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติทางภูเขาไฟที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด และก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา มีผู้เสียชีวิตในครั้งนั้น 57 ราย บ้านเรือน 250 หลัง สะพาน 47 แห่ง ทางรถไฟยาว24 กิโลเมตร และทางหลวงยาว 298 กิโลเมตร ถูกทำลาย


การระเบิดทำให้เกิดแผ่นดินถล่มขนาดใหญ่ ลดความสูงของยอดเขาจาก 2,950 เมตร เหลือ 2,550 เมตร และปล่องภูเขาไฟเปลี่ยนรูปกลายเป็นรูปคล้ายเกือกม้า แผ่นดินที่ถล่มลงมามีปริมาตรมากกว่า 2.9 ลูกบาศก์กิโลเมตร หลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งอนุสาวรีย์แห่งชาติภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ ขึ้นมา เพื่อปกป้อง อนุรักษ์ภูเขาไฟ และให้เป็นที่ศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับภูเขาไฟ


เช่นเดียวกันภูเขาไฟส่วนใหญ่ในเทือกเขาคาสเคด ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์มีลักษณะเป็นกรวยปะทุ ประกอบด้วยหินลาวา แบ่งชั้นด้วยเถ้า หินพัมมิซ และหินตะกอนอื่น ๆ ภูเขาประกอบด้วยชั้นของหินบะซอลต์ และหินแอนดีไซท์ ผ่านโดมลาวาที่เป็นหินเดไซท์โป่งออกมา โดยโดมหินเดไซท์ที่ใหญ่ที่สุดก่อตัวใกล้กับยอดเขา และโดมขนาดเล็กกว่าคือ โดมโกทร็อกส์ ตั้งอยู่ข้างภูเขาไฟทางตอนเหนือ ซึ่งโดมทั้งสองแห่งนี้ถูกทำลายไปจากการระเบิดเมื่อ ค.ศ. 1980

รายการบล็อกของฉัน